Sunday, October 25, 2009

เกมส์ภาษาอังกฤษ

http://a4esl.org/

เว็บนี้เป็นเว็บสำหรับฝึกจำคำศัพท์ และไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

http://www.marks-english-school.com/games.html

เว็บนี้ก็มีให้เลือกหลายเกมส์เหมือนกัน

แม้บางเกมส์จะเป็นแค่เกมส์ง่ายๆ แต่ก็สามารถช่วยฝึกให้เราจำรูปประโยคได้มากขึ้นนะค่ะ

Friday, October 16, 2009

แนะนำเว็บเรียนภาษาอังกฤษ2

วันนี้มีเว็บไซต์ฝีกทักษะการฟังภาษาอังกฤษมาแนะนำเพิ่มเติมค่ะ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจ ใครชอบเว็บไหนก็ลองเข้าไปฝึกฟังกันนะค่ะ ส่วนเราก็จะหามาเพิ่มเรื่อยๆ เพราะเวลาว่างๆ ก็ชอบเล่นเน็ตเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

http://www.esllearningpod.com

http://www.podcastsinenglish.com

http://www.china232.com เว็บนี้จากชื่อโดเมนดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง แต่ก็เป็นเว็บที่ฝึกฟังภาษาอังกฤษเหมือนกันนะค่ะ

Wednesday, October 14, 2009

แนะนำเว็บเรียนภาษาอังกฤษ1

จากการที่ชอบท่องอินเตอร์เน็ตค้นหาสิ่งต่างๆ ไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย แล้ววันหนึ่งก็คิดว่าควรหาสิ่งที่มีประโยชน์จากโลกออนไลน์ นั่นก็คือการรวบรวมเว็บที่เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เพื่อมาพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น เพราะภาษาอังกฤษนั้นมีความสำคัญต่อโลกในยุคนี้เป็นอย่างมาก

แถมเรียนมาตั้งนานก็ยังหยุดอยู่กับที่ เพราะขาดการเรียนอย่างต่อเนื่องและพอเรียนไม่รู้เรื่องก็ทิ้งมันไป เราเคยคิดว่าการเรียนภาษานั้นต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมและสังคมนั้นๆ ถึงจะเรียนได้ดี แต่อยู่มาวันหนึ่งก็มีความคิดแว๊บขึ้นมาในหัวว่า แม้สภาพแวดล้อมจะเอื้อต่อการเรียนมากแค่ไหน แต่ถ้าเรานั้นไม่พยายามขวนขวายและเรียนรู้ในสิ่งนั้น เราก็เรียนไม่เข้าใจอยู่ดี

ในยุคแห่งโลกไร้พรมแดนนี้ ก็มีสื่อมากมายหลากหลายที่ให้เราสามารถเข้าไปเรียนรู้ภาษากันได้อย่างฟรีๆ แต่ขึ้นอยู่กับเราเท่านั้นว่าจะรับในสิ่งที่มีคนทำขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเราหรือไม่

เราก็เป็นคนหนึ่งที่เข้าๆ ออกๆ เว็บเกี่ยวกับภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยได้เรียนหรือศึกษาอย่างจริงจัง เลยอยากเปลี่ยนตัวเองซะใหม่ ลองมาตั้งใจเรียนดูอีกซักครั้ง ก่อนที่อายุจะมากไปกว่านี้แล้วรับเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาไม่ไหว เพราะเราก็อยากเก่งภาษาอังกฤษบ้าง

วันนี้ขอแนะนำ 3 เว็บก่อน แล้ววันหลังจะหามาแนะนำใหม่

เรียนภาษาอังกฤษง่ายๆ จากบทเรียนออนไลน์ พร้อมฟังเสียงอ่าน
http://www.learn-english-online.org

เรียนภาษาอังกฤษจากบทสนทนา การอ่านบทความ ไวยากรณ์ และการเล่นเกมส์
http://www.kinglishschool.com

เรียนภาษาอังกฤษสนุกๆ หลากหลายสไตล์ เว็บนี้ก็มีหัวข้อต่างๆ มากมายเหมือนกันนะ
http://funeasyenglish.com

การใช้ Future Perfect Continuous Tense

การใช้ Future Perfect Continuous Tense

โครงสร้าง (S. + will/shall have been + V.ing)

หลักการเช่นเดียวกับการใช้ Future Perfect ธรรมดา เราจะใช้ Perfect Continuous เฉพาะเมื่อต้องการเน้นความต่อเนื่องเท่านั้น คือใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดำเนินมาก่อนหน้านั้นก็ยังคงดำเนินอยู่และจะดำเนินต่อไปอีก เช่น
  • By eleven o'clock I shall have been working for three hours. เมื่อถึงเวลา 11 นาฬิกา ผมก็จะทำงาน (ติดต่อกันมา) ครบสามชั่วโมง (และผมก็จะทำงานต่อไปอีก)
จะเห็นว่าประโยคนี้ก็เหมือนประโยคที่ว่า
  • By eleven o'clock I shall have worked for three hours.
เพียงแต่ประโยคหลังนี้ไม่ได้เน้นถึงการทำงานติดต่อกันมาเหมือนประโยคแรก ประโยคหลังนี้บอกเพียงว่า เมื่อถึงเวลา 11 น. ผมก็จะทำงานครบ 3 ชั่วโมง ไม่มีความหมายพิเศษอย่างอื่น
  • On August 12th we shall have been living in this house exactly four years. เมื่อถึงวันที่ 12 สิงหาคม เราก็จะอยู่บ้านหลังนี้ครบ 4 ปีพอดี (และจะอยู่ต่อไปอีก)
จงพิจารณาประโยคต่อไปนี้
  • It is now November. ขณะนี้เป็นเดือนพฤศจิกายน
  • I wrote this book in June. ผมเขียนหนังสือนี้เมื่อเดือนมิถุนายน
  • I have been writing this book for five months. ผมเขียนหนังสือนี้มาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว (เขียนติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 เดือนและบัดนี้กำลังเขียนอยู่)
  • In October I was still writing this book and had been writing this book. เมื่อเดือนตุลาคม (ที่แล้ว) ผมก็กำลังเขียนหนังสือนี้อยู่ และได้เขียนหนังสือนี้ (ติดต่อกันมา) เป็นเวลา 4 เดือนแล้ว
  • In December I shall be writing this book and shall have been writing this book for six months. ในเดือนธันวาคม(ที่จะถึงนี้) ผมก็คงจะกำลังเขียนหนังสือนี้อยู่อีก และ(ในตอนนั้น) ผมก็จะเขียนหนังสือนี้ครบเวลา 6 เดือน (แต่ก็จะยีงเขียนต่อไปอีก)
  • I shall finish this book in January, when I shall have written this book seven months. ผมจะเขียนหนังสือนี้จบในเดือนมกราคม(ที่จะถึงนี้) ซึ่ง (ในตอนนั้น) ผมก็จะเรียนหนังสือนี้มาเป็นเวลา 7 เดือน
โปรดสังเกตข้อ 5 และ ข้อ 6
  • ในข้อ 5 ประโยคตอนหลังใช้ Future Perfect Continuous แสดงความต่อเนื่องของการเขียน (เมื่อถึงเดือนธันวาคมก็ยังเขียนอยู่ และจะเขียนต่อไป)
  • ต่างกับข้อ 6 ประโยคตอนหลัง ใช้ future perfect ธรรมดาเพื่อต้องการแสดงว่าเมื่อถึงเดือนมกราคมกราเขียนก็คงจะเสร็จสิ้น ไม่เขียนอีกต่อไป
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Future Perfect Tense

การใช้ Future Perfect Tense

โครงสร้าง (S. + will have + V.3)

1. ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตเหตุการณ์อย่างหนึ่งได้จบสิ้นลง
"เวลาหนึ่งในอนาคต" นี้ ถ้าเป็น คำบอกอนาคต นิยมใช้หลัง by หรือ before เช่น
  • by tomorrow ก่อนพรุ่งนี้ (เมื่อถึงพรุ่งนี้)
  • by eight o'clock ก่อน 8 นาฬิกา (เมื่อถึง 8 นาฬิกา)
  • by next month ก่อนเดือนหน้า(เมื่อถึงเดือนหน้า)
  • before next year ก่อนปีหน้า
  • after two months หลังจาก 2 เดือน
ถ้าเป็น ประโยคบอกอนาคต ใช้กริยาเป็น Present Simple เช่น
  • They will have finished the work by next week. ถึงสัปดาห์หน้าพวกเขาก็คงจะเสร็จงานนั้นแล้ว (=เสร็จงานนั้นก่อนสัปดาห์หน้า)
  • They will have finished the work when we arrive. เมื่อเราไปถึงพวกเขาก็คงจะเสร็จงานนั้นแล้ว (= เสร็จงานนั้นก่อนพวกเราไปถึง)
  • All these roses will have died before Christmas. กุหลาบนี้คงจะตายก่อนถึงวันคริสต์มาส
  • She will have been in England be the end of March. เมื่อถึงสิ้นเดือนมีนาคมหล่อนคงจะอยู่ในอังกฤษเรียบร้อยแล้ว (=อยู่ในอังกฤษก่อนสิ้นเดือนมีนาคม)
  • It is now 8:30. I shall have finished my work by 2 p.m. ขณะนี้เวลา 8.30 น. ผมคงจะเสร็จงานก่อนบ่าย 2 โมง (= เมื่อถึงบ่าย 2 โมงนั้นผมคงจะเสร็จงานแล้ว)
2. อาจใช้แสดงความคาดคะเนหรือสงสัย เช่น
  • You will have heard, I expect, that Ladda is going to get married. ผมคาดว่าคุณคงจะระแคะระคายมาแล้วว่าลัดดาจะแต่งงาน
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Future Continuous Tense

การใช้ Future Continuous Tense

โครงสร้าง (S. + will/shall be + V.ing)

1.ใช้เมื่อต้องการจะบอกว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคตจะมีเหตุการณ์อะไรกำลังดำเนินอยู่
การใช้ tense นี้จึงต้องมี คำบอกเวลา ณ จุดหนึ่งในอนาคตกำกับอยู่ด้วยเสมอ คำบอกเวลานี้อาจเป็นกลุ่มคำ หรือวลีก็ได้ เช่น
  • At this time tomorrow I shall be flying over Hong Kong. ณ เวลานี้ในวันพรุ่งนี้ ผม(คง)จะกำลังเป็นอยู่เหนือฮ่องกง
  • He will be sleeping at 7 o'clock tomorrow morning. เขา(คง)จะกำลังหลับอยู่ ณ เวลา 7 นาฬิกาพรุ่งนี้เช้า
  • He'll be busy working when we call. เมื่อเราไปหาเขา เขาคงกำลังยุ่งอยู่กับงาน
2. ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งผู้พูดตัดสินใจแน่นอนแล้วว่า จะทำเช่นนั้น (ประโยคเช่นนี้ใช้เพียง future simple ก็ได้ แต่ความ หมายจะอ่อนลงไป) เช่น
  • I'll be working all day tomorrow. พรุ่งนี้ผมจะทำงานทั้งวัน (=I'll work all day tomorrow)
  • The Browns will be staying with us again this year. ปีนี้พวกครอบครัวบราวน์คงจะมาพักกับเราอีก (=The Browns will stay with us again this year.)
  • What will you be doing tomorrow? พรุ่งนี้คุณจะทำอะไร (=What will you do tomorrow?)
  • The ship will be sailing tomorrow morning. เรือจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า (=The ship will sail tomorrow morning.)
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Future Simple Tense

การใช้ Future Simple Tense

โครงสร้าง (S. + will/shall + V.1)

ในแทบทุกกรณี (โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน) * will ใช้กับประธานทุกคำรวมทั้ง I และ We
ในประโยคสนทนาไม่มีปัญหาในการใช้ shall หรือ will เนื่องจากทั้ง shall และ will ต่างก็ลดเสียงเป็น 'll เหมือนกัน

We'll be back.
They'll go home.

1.ใช้กับการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งปกติจะมีคำแสงอนาคต กำกับอยู่ด้วย เช่น
soon, shortly, tomorrow, tonight, next week, next month, next year, in a few minutes, a month from now เช่น
  • They will leave soon.
  • They will leave tonight.
  • They will leave tomorrow.
ข้อสังเกตทั่วไป

1.shall กับ will

คำทั้งสองนี้มีความหมายได้ 3 อย่าง คือ แสดงความสมัครใจ แสดงความจำใจ แสดงความเป็นอนาคต
ความหมายทั้งสามนี้ แม้จะรู้ว่ามันมีอยู่ แต่เราไม่สามารถชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างอย่างชัดเจนได้ เมื่อใช้แสดงอนาคตนั้นก็แสดงความจงใจด้วยในตัว เป็นต้น

2.'Pure' Future

โดยเหตุที่ความหมายของ will / shall เป็นได้หลายกรณีดังกล่าวเมื่อใช้ในความหมายที่แสดงอนาคตอย่างแท้จริง จึงนิยมเรียกชื่อเสียใหม่ว่า 'Pure' Future เช่น
  • I shall be twenty-nine tomorrow. พรุ่งนี้ผมจะมีอายุ(ครบ) 29 ปี
ในกรณีที่ประโยคเป็น 'Pure' Future นั้น โดยปกติใช้ I shall, we shall เสมอ คำอื่น ๆใช้ will ทั้งหมด คือเป็นไปตามกฎโดยเคร่งครัด

3.ในประเทศอังกฤษ (ซึ่งเรียกว่า England ไม่ใช่รวมทั้งเกาะซึ่งเรียกว่า Britain) หรืจะว่าตามจริงก็ต้องในนครลอนดอน รูปคำถามของ I และ We มักเป็น Shall I? หรือ we? เสมอ ยกเว้นในกรณีต่อไปนี้

  • "You'll never pass the examination." คุณจะสอบไม่ได้แน่
  • "Won't I?" ทำไมหละ( = ทำไมถึงจะสอบไม่ได้ล่ะ ,ทำไมถึงว่าอย่างนั้นล่ะ มีเหตุผลอะไร)
4.Shall I? Shall we?

ข้อความนี้มีความหมายเป็นเชิงขออนุญาต ไม่มีความหมายเป็นคำถามเต็มที่ เช่น
  • Shall I open the window? ผมเปิดหน้าต่างได้ไหมครับ
5.Will you? มีความหมายเป็นเชิงว่า คุณจะกรุณา... ได้ไหม (= Are you willing to.. หรือ Would you like to ...) เช่น
  • Will you help me carry this bag? คุณจะช่วยกรุณาถือกระเป๋านี้ได้ไหม
6.เมื่อประธานมีหลายตัวแม้จะมี I รวมอยู่ด้วยก็ใช้ will
  • You and I will both be promoted. คุณและผมทั้งสองคนจะได้เลื่อนขั้น
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Past Perfect Continuous Tense

การใช้ Past Perfect Continuous Tense

โครงสร้าง (S. + had been + V.ing)

การใช้ Past Perfect Continuous มีหลักการเช่นเดียวกับการใช้ Past Perfect ธรรมดา คือ โดยปกติจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ใช้ Past Perfect Continuous
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ใช้ Past Simple
  • When I got to the meeting, the lecturer had spoken for half an hour. เมื่อผมไปถึงที่ประชุมนั้น ผู้บรรยายได้พูดมาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว
จะเห็นว่า ประโยคนี้ได้ความดีอยู่แล้วจากการใช้ Past Perfect ธรรมดา แต่ประโยคนี้จะได้ความดีขึ้นอีก ถ้าใช้ Past Perfect Continuous คือ
  • When I got to the meeting, the lecturer had been speaking for half an hour.
ซึ่งถ้าดูคำแปลประโยคนี้ ก็จะเหมือนกับคำแปลที่แล้ว แต่ความหมายของประโยคนี้ดีกว่าประโยคก่อนเพราะเน้นถึงการที่ผู้บรรยายได้บรรยายติดต่อกัน มาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ต่างกับประโยคแรกที่ไม่ได้เน้นถึงความต่อเนื่องของการบรรยาย (โดยปกติการบรรยายนั้นเขาก็บรรยายติดต่อกันมาไม่ได้บรรยายแล้วหยุดแล้วบรรยายต่อ ดังนั้นประโยคนี้จึงได้ใจความดีกว่าประโยคแรกมากดังกล่าวแล้ว)

โดยทำนองเดียวกัน ประโยคว่า
  • The telephone had been ringing for five minutes before it was answered. โทรศัพท์ได้ฟัง (ติดต่อกันมา) เป็นเวลาห้านทีก่อนที่จะมีผู้รับ
ย่อมได้หมายความดีกว่าประโยคว่า
  • The telephone had rung for five minutes before it was answered.
ประโยคหลังนี้ไม่ผิด แต่ความหนักแน่นสู้ประโยคแรกไม่ได้ เนื่องจากประโยคแรกเน้นถึงการที่โทรศัพท์ดังติดต่อกันมาเป็นเวลาห้านาที ซึ่งประโยคหลังนี้ไม่มีการเน้นดังกล่าว

ควรระวัง กริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่องจะใช้ใน Continuous Tense ไม่ได้

แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Past Perfect Tense

การใช้ Past Perfect Tense

โครงสร้าง (S. + had + V.3)

1. ใช้เมื่อมีเหตุการณ์ 2 อย่างในอดีต อย่างหนึ่งเกิดก่อนอีกอย่างหนึ่ง
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้ Past Perfect
เหตุการณ์ที่เกิดภายหลังใช้ Past Simple
  • Anong had learned English before she went to England. อนงค์เรียนภาษาอังกฤษก่อนไปประเทศอังกฤษ
  • When we got to the field, the football match had already started. เมื่อเราไปถึงสนามนั้น การแข่งขันฟุตบอลได้เริ่มขึ้นแล้ว
  • I didn't go to the cinema because I had already seen the film. ผมไม่ไปดูหนัง เพราะผมดูหนังเรื่องนั้นมาแล้ว
  • I had lost my pen and I was unable to do the exercises. ผมทำปากกาหาย ผมจึงไม่สามารถทำแบบฝึกหัดได้
  • He had unlocked the door , there was nothing to prevent you from going out. เขาไขกุญแจประตูออกแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไรจะขัดขวางไม่ให้คุณออกไป
การใช้ Past Perfect นี้ จะได้พบอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้กล่าวถึงประโยคคาดคะเน สมมุติ หรือประโยคแสดงความปรารถนา และในการนำคำของผู้อื่นมาเล่า (indirect speech) ซึ่งจะได้กล่าวถึงการใช้ tense นี้ในเรื่องนั้น ๆ

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาหนึ่งในอดีต เช่น
  • Jane had never seen a lion until yesterday. เจนไม่เคยเห็นสิงโตเลยจนกระทั่งเมื่อวานนี้ (จึงได้เห็น)
  • Soon the police arrived at the scene of the robbery. But they were too late. The thieves has already gone. ในไม่ช้าพวกตำรวจก็ไปถึงที่โจรกรรม แต่สายเกินไป พวกโจรพากันไปเสียแล้ว
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Past Continuous Tense

การใช้ Past Continuous Tense

โครงสร้าง (S. + was/were +V.ing)

โดยปกติ Tense นี้ จะไม่ใช้ในประโยคที่มีกริยาตัวเดียว แต่จะใช้ในประโยคที่มีกริยา 2 ตัวคู่กัน คือไมใช้ลอย ๆ เพียงเหตุการณ์เดียว แต่ใช้คู่กับ เหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่งเสมอ

1.ใช้ได้ลอย ๆ เพียงเหตุการณ์เดียวได้เฉพาะในกรณีที่มีคำบอกช่วงเวลากำกับไว้ในประโยค คือ บอกว่าเหตุการณ์นั้น ๆ กำลังดำเนิน อยู่ในอดีตตลอดเวลาที่กำหนดนั้น เช่น
  • He was writing all day yesterday.
  • He was writing all afternoon yesterday.
  • He was writing all evening long.

2.ใช้กับเหตุการณ์ 2 อย่าง ซึ่งกำลังดำเนินอยู่พร้อม ๆ กันในอดีต (คำเชื่อมประโยคมักจะได้แก่ while) เช่น
  • While one of the two thieves was working on the safe, the other was keeping watch for policemen. ขณะที่ขโมยคนหนึ่ง(ในสองคน)กำลังจัดการกับตู้เซฟอยู่นั้น อีกคนหนึ่งก็(กำลัง)คอยดูตำรวจ
  • He was working in Bloomington while I was working in Bangkok. เขากำลังทำงานอยู่ในเมืองบลูมมิงตัน ในขณะที่ผมกำลังทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ

3.ใช้คู่กับ Past Simple เมื่อเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ (past continuous) ก็มีเหตุการณ์อีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น (past simple) เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ใช้ past continuous เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ใช้ past simple คำเชื่อมประโยคมักจะได้แก่ when, as, while เช่น
  • It was raining when I came home. เมื่อผมกลับบ้านนั้น ฝนกำลังตกอยู่
  • While the man was looking at the picture, a thief stole his purse. ขณะที่ชายคนนั้นกำลังดูรูปภาพอยู่ ขโมยได้ลักเอากระเป๋าสตางค์ของเขาไป
  • As I was walking along the theatre, a car mounted the pavement and crashed into a shop. ขณะที่ผมกำลังเดนอยู่หน้าโรงหนัง มีรถคันหนึ่งปีนขึ้นไปบนทางเท้า และพังเข้าไปในร้านขายของร้านหนึ่ง
หมายเหตุ ควรสนใจความหมายของการตอบคำถามต่อไปนี้
  • Did you hear about Anong's new job? คุณรู้เรื่องงานใหม่ของอนงค์หรือเปล่า
  • Yes, my wife was telling me about it this morning. หมายความว่า ภรรยาของผมได้บอกผมบ้างแล้ว แต่ผมก็ยังอยากรู้เรื่องนั้นอีก เพราะอาจจะเป็นว่าภรรยาบอกผมยังไม่ละเอียด
  • Yes, my wife told me about it this morning. หมายถึงว่า ภรรยาของผมบอกถึงเรื่องนั้นแล้วละ และผมก็ไม่สนใจไม่อยากจะรู้เรื่องนั้นอีกเลย
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Past Simple Tense

การใช้ Past Simple Tense

โครงสร้าง (S. + V.2)

1.ใช้กับการกระทำซึ่งเกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต
ซึ่งมักจะมีคำแสดงอดีตรวมอยู่ด้วยเสมอ เช่น
yesterday, ago, in 1970, last week, during the war, last month, once upon a time, last year
  • He arrived at four o'clock yesterday morning. เขามาถึงตอนตีสี่เช้าวานนี้
  • I lived in Korat for three years. ผมอยู่โคราชเป็นเวลา 3 ปี (เคยอยู่ที่นั่น 3 ปี ปัจจุบันนี้มิได้อยู่ที่นั้น)
  • She went to the movies last night. เมื่อคืนนี้หล่อนไปดูหนัง
เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดติดต่อกันในอดีต ถ้าประสงค์จะพูดถึงเหตุการณ์เหล่านั้นโดยไม่ประสงค์จะแสดงความเกี่ยว พันกันก็ใช้ Tense นี้ได้ตลอด เช่น
  • She drove into the car-park, got out of the car, closed all the windows locked the doors, and walked towards the cinema. หล่อนขับไปยังที่จอดรถ ลงจากรถ ปิดหน้าต่างทุกบาน ใส่กุญแจประตู แล้วก็เดินไปยังโรงหนัง
2. ใช้กับการกระทำซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต (ปัจจุบันไม่มีการกระทำนั้นแล้ว)
ซึ่งมักจะมี คำแสดงอดีต และคำแสดงความบ่อยหรือความเป็นประจำ รวมอยู่ด้วย เช่น
  • He walked to school every day last year. ปีกลายนี้เขาเดินไปโรงเรียนทุกวัน (คำแสดงความบ่อย = every day, คำแสดงอดีต = last year )
  • He came to her place several times a week before he went to England. เขามาบ้านหล่อนสัปดาห์ละหลายครั้งก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ (คำแสดงความบ่อย = several times a week, คำแสดงอดีต = before he went to England)
  • When I was young I used to get up early in the morning. เมื่อผมยังเล็ก ผมเคยตื่นแต่เช้า
  • While her husband was in the Army , she wrote to him twice a week. ขณะที่สามีของหล่อนประจำการอยู่ในกองทัพ (บก) หล่อนเคยเขียนจดหมายถึงเขาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • In olden times men were more chivalrous than they are now. สมัยก่อนผู้ชายกล้าหาญ, สุภาพและซื่อสัตย์กว่าสมัยนี้ (chivalrous = คุณลักษณะของพวกอัศวินสมัยโบราณ)
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

Tuesday, October 13, 2009

การใช้ Present Perfect Continuous Tense

การใช้ Present Perfect Continuous Tense

โครงสร้าง (S. + has/have been + V.ing)

ใช้ได้เฉพาะกริยาที่มีการต่อเนื่อง ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เช่น
  • Bill has been living in Bangkok since 1975. บิลอยู่ในกรุงเทพมาตั้งแต่ปี 1975.
จะเห็นว่า การใช้ Present Perfect Continuous ก็เหมือนกับการใช้ Present Perfect ธรรมดา เพียงแต่ Present Perfect Continuous เน้นถึงความต่อเนื่องของเวลามากกว่า Present Perfect ธรรมดาเท่านั้น
  • ปกติ : Bill has lived in Bangkok since 1975.
  • เน้นความต่อเนื่อง : Bill has been living in Bangkok since 1975. บิลอยู่ในกรุงเทพมาตั้งแต่ปี 1975.
  • ปกติ : He has worked on the problem for two hours so far.
  • เน้นความต่อเนื่อง : He has been working on the problem for two hours so far. เขาทำโจทย์มาเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้ว
Note ควรระวังว่ากริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่องของการกระทำ ( continuity of action ) จะใช้ tense นี้ไม่ได้
  • ผิด : The train has been arriving.
  • ถูก : The train has arrived.
  • ผิด : The clock has been stopping.
  • ถูก : The clock has stopped.
ระวังว่าเราจะไม่ใช้ Perfect Continuous กับคำต่อไปนี้ just, already, never, finally

แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Present Perfect Tense

การใช้ Present Perfect Tense

โครงสร้าง (S. + has/have + V.3)

1.ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต แต่ดำเนินติดต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนั้น

โดยปกริยาจะมี กลุ่มคำ หรือ ประโยค บอกว่าเหตุการณ์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด เช่น
since + จุดเริ่มต้นของเวลา
for + จำนวนเวลานับจากเริ่มต้น
ever since ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดนี้
so far เรื่อยมาจนเดี๋ยวนี้ เรื่อยมาจนปัจจุบันนี้
up to now จนบัดนี้ จนกระทั่งเวลานี้
up to the present time จนบัดนี้ จนกระทั่งเวลานี้
  • He has lived here since 1975.
  • He has lived here ever since.
  • He has lived here since then.
  • He has lived here since his father died.
  • He has lived here twenty years.
ควรสังเกตว่าหลัง since เป็น point of time คือจุดหนึ่งของเวลา เช่น since eight o'clock, since last week, since 1960, etc. สำหรับหลัง for เป็น period of time คือเป็นช่วงเวลาที่มีความยาวนาน เช่น for ten years, for three hours , for two weeks, etc. อนึ่ง หลัง since เมื่อเป็นประโยคก็จะต้องเป็น ประโยคที่แสดง point of time ซึ่งเป็น past เช่น
  • He has lived there since his father died. เขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่บิดาของถึงแก่กรรม
จงเปรียบเทียบ
  • I have taught this class for ten years. ผมสอนชั้นนี้มาสิบปีแล้ว บัดนี้ผมก็ยังสอนชั้นนี้อยู่
  • I taught this class for ten years. ผมสอนชั้นนี้เป็นเวลาสิบปี แต่บัดนี้ผมไม่ได้ส่อนแล้ว(คืนเคยสอนมาเป็นเวลา 10 ปี แล้วเลิกสอน)
2.ใช้แสดงการเคยหรือไม่เคย

มักจะมีคำว่า never , ever, once, twice,... รวมอยู่ด้วยเสมอ เช่น
  • Have you ever been to New York City? คุณเคยไปนครนิวยอร์กไหม
  • Yes, I've been there many times. ครับ เคยหลายหนแล้ว
  • No, never. I've never been abroad. ยังครับยังไม่เคยไป ผมยังไม่เคยไปเมืองนอกเลย
3.ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงใหม่ ๆ

มักจะใช้คำ just, already(บอกเล่า) หรือ yet (คำถามหรือปฏิเสธ) เช่น
  • The train has just arrived. รถไฟเพิ่งมาถึง
  • The train has already arrived. รถไฟมาถึงแล้ว (=The train has arrived already.)
  • Has the train arrived yet (already)? รถไฟมาถึงหรือยัง
  • No , not yet. ยัง ยังไม่มาถึง
หมายเหตุ มีอีกคำหนึ่ง คือ just now ซึ่งอาจมีความหมายได้ 2 อย่าง เมื่อครู่นี้ กับ ขณะนี้

ถ้า just now = เมื่อครูนี้ ใช้กริยา Past Simple
ถ้า just now = ขณะนี้ ใช้กริยา Present Perfect
  • I told you about it just now. ก็ผมบอกเรื่องนั้นเมื่อครูนี้
  • He has finished his work just now. (ขณะนี้) เขาเพิ่งจะทำงานของเขาเสร็จ
4.ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งความจริงจบลงไปแล้ว แต่ใจผู้พูดยังรู้สึกในผลของเหตุการณ์นั้นๆอยู่ เช่น
  • I have finished the book. ผมอ่านหนังสือนั้นจบแล้ว
  • I've opened the window. ผมเปิดหน้าต่างแล้ว
  • The clock has stopped. นาฬิกาหยุดเสียแล้ว
  • I've seen him before. ผมเคยพบเขาแล้ว
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

การใช้ Present Continuous Tense

การใช้ Present Continuous Tense

โครงสร้าง (S. + is/am/are + V.ing)

1.ใช้เมื่อการกระทำนั้นกำลังดำเนินอยู่ต่อหน้า(ในขณะที่พูดประโยคนั้น) เช่น
  • The sun is shining. ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสง
  • The bees are humming. ฝูงผึ้งกำลังส่งเสียงหึ่ง
  • What are you doing? คุณกำลังทำอะไร
ในกรณีที่ผู้พูดต้องการ เน้นคำว่า กำลัง ให้หนักแน่นยิ่งขึ้น นิยมเติมคำ just ลงข้างหน้า(just ในกรณีเช่นนี้ไม่มีคำแปลในภาษาไทย)เช่น
  • The children are just having breakfast. พวกเด็ก ๆ กำลังรับประทานอาหารเช้ากันอยู่
2.ใช้ในเหตุการณ์ที่ดำเนินอยู่เป็นประจำในขณะที่พูด

นี่เป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไปที่ว่า ใช้ Present Simple กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น
  • My son works hard this term. เทอมนี้ ลูกชายของผมเรียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น
  • He tries his best now. ขณะนี้เขา(ใช้ความ)พยายามอย่างเต็มที่ (อย่างเต็มความสามารถ)
ประโยคทั้งสองนี้ใช้ตามหลักทั่วไป ซึ่งจะพบว่าเป็นประโยคเนือย ๆ ไม่กระฉับกระแฉง ประโยคดังกล่าวจะมีความหมายดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้าใช้ Present Continuous คือ
  • My son is working hard this term.
  • He is trying his best now.
3.ใช้แสดงเหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน

การใช้ Present Coutinuous ในความหมายที่เป็นอนาคตนี้ ปกติเขาใช้กับกริยาที่มีการเคลื่อนที่(verbs of movement) แต่จะใช้ กับกริยาอื่นบ้างก็ได้ เช่น
  • We are going to Paris on Sunday. วันอาทิตย์นี้เราจะไปนครปารีส
  • Dang is coming here next week and is staying here until May. แดงจะมาที่นี่ในสัปดาห์หน้า และเขาจะอยู่ที่นี่จนถึงเดือนพฤษภาคม
  • What are you doing next Sunday? วันอาทิตย์หน้าคุณจะทำอย่างไร

กริยาที่ไม่ใช้ใน Continuous Tenses เช่น

hear, see, feel, smell, taste, love, hate, know, understand, believe
หมายเหตุ ฯลฯ

กริยาที่ไม่ใช้ใน Continuous ได้แก่ กริยาแสดงการรับรู้ (verbs of perception) แสดงภาวะของจิตใจ(state of mind) ความรู้สึก(feeling) หรือแสดงสัมพันธภาพ (relationship)

เมื่อต้องการจะบอกว่า กำลังมีอาการเช่นนี้อยู่ คงใช้เพียง Present simple เท่านั้น เช่น
  • I don't see anything here.(ไม่ใช่ I am not seeing....) ผมไม่เห็นอะไรที่นี้เลย
  • I see what you mean. (ไม่ใช่ I am seeing...) ผมเข้าใจว่าคุณหมายความถึงอะไร
  • Do you hear the noise? (ไม่ใช่ Are you hearing...) คุณได้ยินเสียงอะไรไหม
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

Monday, October 12, 2009

การใช้ Present Simple Tense

การใช้ Present Simple Tense

1. ใช้กับความจริงที่เป็นกฏตายตัว ( general truth) เช่น
  • It's cold in winter. อากาศหนาวในฤดูหนาว
  • The earth moves round the sun. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
  • The sun rises in the east. ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
  • Birds fly. นกบิน
  • Action speak louder than words. การกระทำดังกว่าคำพูด(=ทำดีกว่าพูด)

2. ใช้กับการกระทำซึ่งเป็นประจำในปัจจุบัน ( repeated or habitual facts ) เช่น
  • He says hello every time he sees me. เขาทักฉันทุกครั้งที่พบกัน
  • He gets up early everyday. เขาตื่นแต่เช้าทุกวัน
  • He comes to her place several times a week. เขามาหาหล่อนที่บ้านสัปดาห์ละหลายครั้ง
  • Ladda usually goes shopping on Sunday. ลัดดามักจะไปซื้อของในวันอาทิตย์
  • I sometimes go to the movies with her. บางครั้งผมก็ไปดูหนังกับหล่อน

3. ใช้กับสิ่งที่กำหนดแน่นอนแล้วว่าจะกระทำในอนาคต เช่น
  • I leave by the 6.20 train this evening. ผม(ตกลงใจ)จะออกเดินทางโดยขบวนรถไฟ 18.20 น. เย็นวันนี้
  • He sets sail tomorrow and comes back next week. เขา(ตกลงใจ)จะออกเรือพรุ่งนี้ และจะกลับ(แน่นอน) ในสัปดาห์หน้า
  • We attack at dawn. เรา(ตัดสินใจ)จะเข้าโจมตีเวลาเช้าตรู่

4. อาจใช้ ในการสรุปเรื่องนิยาย หรือละคร เช่น
  • Bassanio wants to go to Belmont to woo Portia. He asks Antonio to lend him money. Antonio says that he hasn't any at the moment until his ships come to port. บัส สานิโอต้องการจะไปเบลมองค์เพื่อเกี้ยวพาราศีนางปอร์เซียเขาขอยืมเงินอันโต นิโอ อันโตนิโอบอกว่า ขณะนี้เขาไม่มีเงินเลย จนกว่าเรือจะเข้าเทียบท่าแล้ว(เขาจึงจะมี)
แหล่งที่มา : http://www.yupparaj.ac.th

โครงสร้างของ Tense ทั้ง 12

Present Tense
  1. Present Simple (S. + V.1)
  2. Present Continuous (S. + is/am/are + V.ing)
  3. Present Perfect (S. + has/have + V.3)
  4. Present Perfect Continuous (S. + has/have been + V.ing)
Past Tense
  1. Past Simple (S. + V.2)
  2. Past Continuous (S. + was/were + V.ing)
  3. Past Perfect (S. + had + V.3)
  4. Past Perfect Continuous (S. + had been + V.ing)
Futere Tense
  1. Future Simple (S. + will/shall + V.1)
  2. Future Continuous (S. + will/shall be + V.ing)
  3. Future Perfect (S. + will have + V.3)
  4. Future Perfect Continuous (S. + will/shall have been + V.ing)

Sunday, October 11, 2009

เมื่อไหร่จะเก่งภาษาอังกฤษซะที

จริงๆ  ก็อยากเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษอยู่เหมือนกัน  แต่ด้วยความอ่อนแอทางด้านภาษาก็เลยระบายออกมาเป็นภาษาไทยแบบนี้  แต่จากนี้ไปจะเริ่มนำสิ่งที่เคยเรียนมาในอดีตมาเก็บรักษาไว้ในบล็อกแห่งนี้  เพื่อเป็นการทบทวนในสิ่งที่เรียนมา

เผื่อจะช่วยรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตได้บ้าง  หรืออาจจะทำให้ภาษาอังกฤษเรากระเตื้องขึ้นก็เป็นได้  แม้เพียงน้อยนิดก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

เราก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าได้มีการจดบันทึกแบบนี้แล้วจะช่วยอะไรเราได้บ้างหรือเปล่า  เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยได้จดสักเท่าไหร่  ผ่านแล้วก็ผ่านเลย  ให้มันผ่านๆ ไปซะงั้น

ยังไงแล้วเราก็เชื่อในประโยคที่ว่า  "ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ"  ผลทั้งหมดย่อมเกิดจากการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น  อย่าได้ไปโทษคนอื่นเลย  ก็เหมือนกับการเรียนภาษาอังกฤษ  ต่อให้อาจารย์สอนดีแค่ไหนถ้าเราไม่ใส่ใจก็ยากที่จะเก่ง  แต่ถ้าเรารู้จักหาความรู้มาใส่ตัวต่อให้ไม่มีอาจารย์สอนเราก็เก่งได้

เรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ

การเรียนต่อต่างประเทศคงเป็นความฝันของใครหลายๆ คน เราเองก็เคยคิดอยากไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศนะ แต่คิดๆ แล้วคนไม่เอาไหนอย่างเราุถ้าไปคงเปลืองเงินพ่อแม่แน่ๆ เพราะค่าใช้จ่ายในการไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศก็ไม่ใช่น้อยๆ เลย

ในตอนที่เราคิดอยากจะไปนั้น เราก็ได้เรียนภาษาจีนอยู่ด้วย เลยเบนเข็มไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีนแทน เพราะค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่ามากมาย เราเลือกไปเรียนจีนทั้งๆ ที่ยังเอาดีทางภาษาอังกฤษไม่ได้เลย

แต่เรารู้สึกว่าการเรียนภาษาจีน ถ้าไม่นับเรื่องเขียนแล้วนั้น ก็ง่ายกว่าภาษาอังกฤษเยอะ เพราะลักษณะทางภาษาแล้วมีการเรียงประโยคใกล้เคียงกับภาษาไทยมากกว่า จึงทำให้พอเรียนภาษาจีนไปสักพักก็สามารถพูดคุยสื่อสารได้แล้ว

แม้ว่าเราจะสามารถสื่อสารภาษาจีนในชีวิตประจำวันพอที่จะเอาตัวรอดได้ แต่ยังไงเราก็คิดว่าภาษาอังกฤษนั้นยังมีความสำคัญอยู่มาก ถ้าไม่สามารถสื่อสารอะไรได้เลย ก็จะทำให้โลกของเรานั้นแคบมากๆ

ถ้ารู้อย่างนี้เราคงตั้งใจเรียนตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่อดีตที่ผ่านมาเราก็ไม่สามารถที่จะกลับไปแ้ก้ไขได้ แล้วจะมัวเสียเวลากับอดีตที่ผ่านมาไปทำไมก็ไม่รู้นะ สู้เอาเวลาไปตั้งใจเรียนเพื่อส่งผลให้ภาษาอังกฤษเราแข็งแรงขึ้นในอนาคตดีกว่า  เราก็ได้แต่พูดเป็นประจำอยู่อย่างนี้  แต่ก็ชอบลืมทุกที

จากนี้ไปเราจะพยายามไม่ลืมที่จะเรียน  เพื่ออนาคตที่ดี  กับความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษ.....ขอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ  ด้วยเทอญ

เรียนภาษาอังกฤษจากการฝึกฟัง

แม้เราจะรู้ว่ามีเว็บมากมายที่ให้บริการฟรีๆ  ในการฝึกฟังภาษาอังกฤษ  แต่เราก็ยังบังคับตัวเองให้ฟังทุกวันไม่ได้  ทั้งๆ แค่เพียงสละวันละไม่กี่นาทีภาษาอังกฤษก็คงพัฒนาไปได้อีกเยอะ

คงเป็นเพราะเราไม่ยอมทำประจำให้ติดเป็นนิสัย  เลยชอบลืมอยู่บ่อยๆ  คงต้องเปลี่ยนตัวเองแล้วเลิกนิสัยขี้ลืมนี้ไปให้ได้  แล้วมาตั้งหน้าตั้งตาฟังบ่อยๆ

เริ่มจากเว็บนี้เลยดีกว่า
http://www.eslpod.com เว็บดีมีประโยชน์  มีให้เลือกหลายหลายระดับการฟัง  ถ้าใครฟังเป็นประจำรับรองทักษะการฟังดีขึ้นอย่างแน่นอน

http://www.businessenglishpod.com  เว็บนี้ไว้ฟังภาษาอังกฤษแนวธุรกิจ  เราก็เป็นคนที่แย่ภาษาอังกฤษเหมือนกัน  ฟังไม่ออกหรอกค่ะแต่ก็พยายามฟังแล้วพูดตาม  เพราะอย่่างน้อยก็ยังได้ฝึกฟังสำเนียง

หากเราอยากฝึกฟังภาษาอังกฤษก็ยังมีเว็บอีกมากมาย  เพียงแค่เข้าไปค้นหาใน Google  แล้วเสิร์ช คำว่า  english podcast  รับรองว่าเว็บที่เกี่ยวกับการฟังภาษาอังกฤษขึ้นมาอีกเพียบจนเราเลือกที่จะเรียนไม่ไหวเลย

ผลจากความไม่ชอบภาษาอังกฤษ

เราเคยอ่านเจอประโยคหนึ่ง แต่ก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าที่ไหน ว่าการจะเรียนภาษาให้เก่งได้นั้นจะต้องเกิดจากการเลียนแบบ ไม่ใช่แบบเรียน เพราะฉะนั้นการจะเรียนภาษาจากหนังสือเล่มไหน ก็คงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราสามารถเลียนแบบเจ้าของภาษาได้มากน้อยเพียงใด

เพราะภาษาอังกฤษมีอะไรเยอะแยะมากมายให้เราจำ แม้ว่าตัวอักษรจะมีไม่กี่ตัว บวกกับสระแค่เพียงห้าตัว ถึงแม้ว่าเราจะจำอักษรแล้วพอที่จะสะกดคำอ่านได้ก็ตาม แต่ก็ไม่รู้ความหมายอยู่ดี อีกทั้งไวยากรณ์ที่จำไม่เคยได้ ไม่รู้ว่าใช้ยังไง แถมยังมีว่าต้องใช้กับอดีต ปัจจุบัน อนาคตอีก ดูวุ่นวายยากต่อเรามากมายก่ายกอง

เมื่อก่อนตอนที่เรายังอายุไม่ขนาดนี้ เราชอบคิดว่าเราอายุมากแล้ว อย่าเรียนเลยเรียนไปก็อายเด็กๆ ที่อายุน้อยๆ แต่พอเราอายุมากขึ้นจริงๆ เรากลับคิดว่าไม่มีใครแก่เกินเรียน

ด้วยสาเหตุนี้เราจึงอยากกลับมาเรียนภาษาอังกฤษอีกครั้ง เพราะในใจเราคิดมาตลอดว่าทำไมภาษาอังกฤษของเราถึงได้ห่วยขนาดนี้ แม้กระทั่งสื่อสารในชีวิตประจำวันยังทำไม่ได้เลย

เมื่อสมัยตอนเรียนอยู่มัธยม แม้ภาษาอังกฤษจะดูอ่อนแอแต่ก็ยังดีกว่านี้ เพราะอย่างน้อยก็มีอาจารย์คอยบังคับให้เราเรียน แต่ตอนนั้นวิชาที่เราเกลียดที่สุดก็คือภาษาอังกฤษเลยแหละ ได้แต่เกรดหนึ่งอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยตกถูๆ ไถๆ จนจบมาได้

คิดๆ แล้วก็ยังอยากกลับไปช่วงนั้น แม้จะทรมานไปหน่อยแต่ก็ทำให้เราได้คำศัพท์มาบ้าง เพราะต้องคอยหาศัพท์แล้วก็ไปท่องกับอาจารย์ ได้แต่งบทสนทนาคอยคุยกับเพื่อน

ทั้งหมดคงเป็นผลกรรมจากความไม่ชอบ และไม่ตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษในอดีตที่ผ่านมา เราไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าคราวนี้ เราจะตั้งใจเรียนได้สักเท่าไหร่ เพราะความสบายที่เรามี ทำให้เราขี้เกียจยิ่งนัก

ทุกวันนี้ก็ยังไม่กระเตื้องเหมือนเดิม คงเป็นเพราะมัวแต่มาเขียนระบายแบบนี้แน่เลย แทนที่จะเอาเวลาไปตั้งใจเรียนต่อ ป่านนี้คงฟังไปได้หลายบทแล้ว ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอตัวสักที ยังไงก็ต้องพูดและสื่อสารให้ได้ แม้จะไม่เก่งขั้นเทพ แค่ขอให้สื่อสารแล้วฝรั่งไม่งงก็พอ

อยากเก่งภาษาอังกฤษ

เคยมีความรู้สึกแบบนี้กันบ้างมั้ยค่ะ คือรู้สึกว่าเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งนานแล้วแต่ก็ไม่เก่งซักที ถ้านับรวมๆ ก็เป็นสิบๆ ปีได้มั้ง เรียนยังไงก็ไม่เก่งซะที แต่ทุกวันก็ยังอยากเก่งอยู่

เราว่าคงเป็นเพราะตัวเราเองด้วยแหละที่ขี้เกียจ ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองเรียนได้ประำจำสม่ำเสมอ ทั้งๆ ที่ในยุคปัจจุบันนี้ มีสื่อดีๆ มากมายที่ให้บริการกันอย่างฟรีๆ

ทุกคนก็คงเคยได้ยินคนเก่งๆ มากมายบอกเราอยู่เสมอๆ แต่สิ่งที่ยากยิ่งนักก็คือการทำตามคำพูดของคนที่เก่งภาษาอังกฤษทั้งหลาย ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้เป็นอย่างดีว่า หากอยากประสบความสำเร็จกับอะไรสักอย่างก็ต้องเกิดจากความทุ่มเท เพราะคงไม่ได้มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยไม่ไขว่คว้า

อีกทั้งสภาพแวดล้อมในประเทศไทยที่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลัก จึงไม่เอื้ออำนวยต่อการพูดภาษาอังกฤษ ยิ่งทำให้ไม่มีโอกาสได้ใช้ จากที่ไม่เก่งอยู่แล้วพอไม่ได้ใช้นับวันก็ยิ่งถดถอย แล้วก็คืนวิชาให้แก่อาจารย์ทั้งหลาย

หรือถึงแม้บางครั้งมีโอกาสได้พูด แต่อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ก็คือความอาย กลัวเสียหน้า กลัวหน้าแตก ก็เลยยิ่งทำให้เราไม่กล้าพูด แล้วเมื่อไหร่จะเก่งซักที

เคยไปลงเรียนมาหลายต่อหลายที่ แต่สุดท้ายก็เหมือนเดิม เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาษาอังกฤษของเราพัฒนาได้ก็คือตัวเราเอง ตราบใดที่เรายังไม่สามารถเอาความกลัวเหล่านั้นออกจากใจได้เราก็ไม่สามารถที่จะเก่งได้

เราก็รู้นะ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกันนะ เวลาที่ถูกถามแม้เป็นคำถามง่ายๆ ที่เราพอจะฟังรู้เรื่องแต่เราก็ไม่สามารถตอบได้ คงเป็นเพราะเราไม่เคยฝึกที่จะพูด

เราอยากเปลี่ยนตัวเอง อยากพูดภาษาอังกฤษได้ อยากฟังรู้เรื่อง อยากอ่านเข้าใจ เลยอยากเก็บรวบรวมเว็บที่จะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของเราให้ดีขึ้นได้ แม้จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ เราก็ยังอยากเก่งภาษาอังกฤษอยู่ดี เพราะเราอยากสื่อสารกับชาวต่างชาติได้ และภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาสากลมานานแล้ว ถ้าเราสามารถพูดสื่อสารได้ เราคงได้เพื่อนเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย

อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร  หรือไว้ใช้ดูหนัง-ฟังเพลงรู้เรื่องก็ยังดี